วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2558
การเดินทางที่แท้จริงของชีวิต(อารมณ์มันพาไป)
การที่เราจะไปไหนมาไหนมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายไปซะทีเดียว สิ่งแรกที่เราๆท่านๆต้องคิดคือคำถาม
ซึ่งแน่นอนว่า อารมณ์เป็นตัวบ่งชี้ให้ถามตัวเอง และจินตนาการไปก่อนว่า ถ้าไปที่นั้นแล้วจะเป็นอย่างไร
ซึ่งคำถามแรกๆก็คือ ไปทำอะไร ทำเพื่ออะไร จะทำให้อารมณ์ดีหรือไม่ จะทำให้เกิดผลดีหรือไม่ จะมีความสุขหรือไม่ แล้วชอบหรือไม่ ส่วนคำถามต่อมาก็คือไปที่ไหน ไกลหรือไกล้ จะไปอย่างไร?????
ซึ่งทุกคำถามล้วนแล้วมาจากอารมณ์ทั้งสิ้น.......
วันพฤหัสบดีที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2557
Water lettuec
Water lettuec
Pistia stratiotes L.
WATER LETTUEC
WATER LETTUEC
จอก
จอก ชื่อสามัญ Water lettuec
จอก ชื่อวิทยาศาสตร์ Pistia stratiotes L. จัดอยู่ในวงศ์ ARACEAE
สมุนไพรจอก ยังมีชื่อท้องถิ่นอื่นๆ อีกว่า ผักกอก (เชียงใหม่), กากอก (ภาคเหนือ), ไต่ผู้เฟี้ย (จีน-แต้จิ๋ว), ต้าฝูผิง (จีนกลาง), จอกใหญ่ เป็นต้น
ลักษณะของต้นจอก
ต้นจอก
จัดเป็นวัชพืชน้ำขนาดเล็ก หรือเป็นพรรณไม้ที่ขึ้นลอยและเจริญเติบโตติดกันเป็นกลุ่มลอยอยู่บนผิวน้ำ มีอายุยืนหลายปี ลำต้นทอดขนานไปกับผิวน้ำ ลำต้นมีลักษณะอวบน้ำ และมีรากระบบรากแก้วและมีรากฝอยเป็นจำนวนมากออกเป็นกระจุกอยู่ใต้น้ำ สีขาว ลำต้นมีความสูงประมาณ 2.5-10 เซนติเมตร ลำต้นมีไหล ต้นใหม่จะเกิดจากโคนจ้นและเกิดบนไหล โดยต้นจอกเป็นพรรณไม้น้ำที่ชอบแสงแดดจัด ชอบน้ำจืด สามารถพบได้ตามลำคลอง หนองน้ำ นาข้าว และที่ที่มีน้ำขัง ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้เมล็ด หรือแตกไหล และวิธีการแยกต้นอ่อนใบจอก
ใบเป็นเดี่ยวสีเขียวเรียงสลับ เกิดบริเวณส่วนโคนของลำต้นเรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ รูปร่างของใบมีลักษณะที่ไม่แน่นอน บางครั้งเป็นรูปรี รูปไข่กลับ รูปใบพัด แต่โดยมากเป็นรูปสามเหลี่ยม ปลายใบมนหยักลอนเป็นคลื่นๆ ฐานใบมนสอบแคบ ส่วนขอบใบเรียบเป็นสีแดง มีขนขึ้นปกคลุมแผ่นใบทั้งสองด้าน บริเวณฐานใบพองออกและมีลักษณะอ่อนนุ่มคล้ายกับฟองน้ำ ทำให้สามารถลอยน้ำได้ ใบมีความยาวและความกว้างประมาณ 10-25 เซนติเมตร หลังใบเป็นสีเขียวอ่อน ใบไม่มีก้านใบดอกจอก
ออกดอกเป็นช่ออยู่ตรงกลางต้น ตรงโคนใบระหว่างกลาง หรือออกตามวอกใบ ก้านช่อดอกสั้นขนาดเล็ก ยาวประมาณ 1.2-1.5 เซนติเมตร ดอกจะมีกาบห่อหุ้มดอกอยู่ประมาณ 2-3 ใบ เป็นแผ่นสีเขียวอ่อนหุ้มไว้ ด้านในเรียบ ส่วนด้านนอกมีขนละเอียดปกคลุม ดอกมีทั้งดอกเพศผู้และดอกเพศเมียที่แยกกันอยู่ แต่อยู่ในช่อเดียวกัน โดยดอกเพศผู้จะอยู่ด้านบนดอกส่วนดอกเพศเมียจะอยู่ด้านล่าง ดอกจอกเป็นดอกที่ไม่มีกลีบดอกและกลีบเลี้ยง ที่โคนดอกเพสผู้จะมีรยางค์แผ่นสีเขียวเชื่อมติดอยู่เป็นรูปถ้วย และมีเกสเพศผู้ประมาณ 4-8 อัน ส่วนดอกเพศเมียจะมีรยางค์เป็นแผ่นสีเขียวติดอยู่เหนือรังไข่ผลจอก
ผลมีลักษณะเป็นแผ่นบางๆ หรือเป็นผลเป็นชนิดแบคเดท (Bacdate) มีกาบหรือใบประดับสีเขียวอ่อนติดอยู่ ภายในผลจะมีเมล็ดอยู่ประมาณ 2-3 เมล็ด บ้างว่ามีจำนวนมาก เมล็ดเป็นสีน้ำตาลอ่อนมีลักษณะกลมยาว เปลือกเมล็ดจะมีรอยย่นสรรพคุณของจอก
ใบมีรสขม เผ็ด และฝาดเล็กน้อย ใช้เป็นยาเย็น ออกฤทธิ์ต่อปอดและกระเพาะปัสสาวะ ใช้เป็นยาฟอกเลือดให้เย็นได้ (ใบ) ช่วยขับความชื้นในร่างกาย (ใบ) ช่วยขับพิษไข้ (ใบ)ดอกจอก ช่วยขับเหงื่อ (ใบ) ช่วยขับเสมหะ (ไม่ระบุส่วนที่ใช้) ช่วยแก้หืด (ไม่ระบุส่วนที่ใช้) ใช้เป็นยาขับลม (ใบ) ช่วยแก้อาการบิด (ไม่ระบุส่วนที่ใช้) รากมีสรรพคุณใช้เป็นยาระบาย (ราก) ใบสดใช้ต้มผสมกับน้ำตาลทราย (ใช้อย่างละ 120 กรัม ต่อน้ำ 3 ถ้วย) แล้วต้มให้ข้นจนเหลือถ้วยเดียว ใช้รับประทานให้ได้ครั้ง เพื่อเป็นยาแก้ท้องมาน หรืออาการบวมน้ำ หรือจะใช้ใบแห้งประมาณ 15-20 กรัม นำมาต้มกับน้ำกินเป็นยาก็ได้เช่นกัน (ใบ) ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ปัสสาวะไม่คล่อง ด้วยการใช้ใบแห้งประมาณ 15-20 กรัม นำมาต้มกับน้ำกินเป็นยา (ใบ) บ้างระบุว่ารากก็มีสรรพคุณเป็นยาขับปัสสาวะ (ราก) ช่วยรักษาโรคโกโนเรีย (โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือโรคหนองในแท้) (ไม่ได้ระบุส่วนที่ใช้ แต่เข้าใจว่าเป็นส่วนของใบ) ใบใช้เป็นแก้โรคผิวหนัง แก้ผดผื่นคัน และฝีหนองภายนอก (ใบ) ใบใช้เป็นยาแก้หัด แก้ผื่นคัน มีน้ำเหลืองได้ ด้วยการใช้ใบสดประมาณ 100 กรัม นำมาตากให้แห้งหรือผิงไฟให้แห้ง แล้วบดเป็นผงผสมกับน้ำผึ้งทำเป็นยาเม็ด ทยอยกินให้หมดภายใน 1 วัน หรือจะใช้ใบแห้งต้มกับน้ำ นำมาอบผิว แล้วใช้น้ำยาที่ต้มได้มาล้างบริเวณที่เป็นซ้ำอีกครั้งหนึ่ง (ใบ) ใบสดใช้ผสมกับน้ำตาลกรวดดำ อุ่นให้ร้อน ใช้เป็นยาพอกบริเวณที่ได้รับการกระทบกระเทือน หรือมีอาการฟกช้ำดำเขียว จะช่วยแก้อาการบอบช้ำได้ หรือจะใช้ใบสดนำมาตำใช้เป็นยาพอกก็ได้เช่นกัน (ใบ) นอกจากนี้ยังมีข้อมูลอื่นที่ระบุว่า จอกมีสรรพคุณช่วยแก้วัณโรค แก้อาการไอ แก้ริดสีดวงทวาร แก้ไฟลามทุ่ง ผื่นแดงคัน อาการบวมไม่ทราบสาเหตุ คั้นใบผสมกับน้ำมันมะพร้าวใช้แก้โรคเรื้อน (แต่ข้อมูลดังกล่าวไม่มีแหล่งที่มาที่ชัดเจน และไม่ได้ระบุว่าส่วนที่ใช้และวิธีใช้แต่อย่างใด)วิธีใช้สมุนไพรจอก
ใช้ภายใน ให้ใช้ต้นแห้งประมาณ 10-15 กรัม ใช้ต้มกับน้ำรับประทาน หรือจะใช้ร่วมกับตัวยาอื่นๆ ในตำรับยาก็ได้ โดยใบสดที่นำมาใช้ทำยาควรเลือกใบที่เจริญเติบโตเต็มที่แล้ว และควรเก็บใบในหน้าร้อนถึงจะดี แล้วนำมาล้างให้สะอาดตัดรากออกทั้งหมด นำมาตากให้แห้ง ซึ่งจะได้ใบแห้งที่มีรสเค็ม ฉุน และเย็น ใช้เป็นยาภายนอก ให้นำใบสดมาตำแล้วพอกตามความต้องการข้อมูลทางเภสัชวิทยาของต้นจอก
ใบของต้นจอกสดจะมีวิตามินเอ วิตามินบี และวิตามินซีมาก มีคาร์โบไฮเดรต 2.6%, เส้นใย 0.9%, โปรตีน 1.4%, ไขมัน 0.3%, ความชื้น 92.9%, ธาตุแคลเซียม 0.20%, ธาตุฟอสฟอรัส 0.06% ประโยชน์ของจอก นอกจากจะใช้เป็นพืชสมุนไพรแล้ว ชาวจีน อินเดีย และแอฟริกายังนำมาใช้เป็นอาหารเพื่อรับประทานในยามขาดแคลนอีกด้วย โดยชาวจีนจะใช้อ่อนนำมาปรุงเป็นอาหาร (ตอนแรกจะไม่รู้รส แต่ต่อมาจะมีรสแสบร้อน) ต้นอ่อนใช้เป็นอาหารสำหรับเลี้ยงสัตว์ เช่น หมู เป็ด ปลา เป็นต้น ต้นจอกสามารถนำมาใช้ทำเป็นปุ๋ยหมักได้ ต้นนำมาใช้ปลูกประดับในอ่างเลี้ยงปลา และเพื่อเป็นที่หลบบังให้กับปลาขนาดเล็กและลูกปลาได้ ข้อควรระวังในใช้สมุนไพรจอก ต้นจอกเป็นพรรณไม้ที่สามารถดูดสารที่มีพิษได้ดีมาก จึงควรตรวจสอบแหล่งน้ำก่อนว่ามีพิษหรือไม่ หากต้นจอกขึ้นอยู่ตามท้องน้ำที่เป็นพิษ หรือหากต้นมีรสขม ก็ไม่ควรนำมารับประทานเป็นอันขาด รากของต้นจอกมีพิษเล็กน้อย ก่อนนำใช้ต้องตัดรากออกให้หมดเสียก่อน และใบที่นำมาต้มควรล้างให้สะอาดก่อนการนำมาใช้ด้วย สตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทานแหล่งอ้างอิง
หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, พิมพ์ครั้งที่ 5. “จอก“. (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม). หน้า 220-221. หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย. (วิทยา บุญวรพัฒน์). “จอก“. หน้า 176. ข้อมูลพรรณไม้, สำนักงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี. “จอก“. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.rspg.or.th/plants_data/. [22 ก.พ. 2014]. ระบบฐานข้อมูลทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชน, สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน). “จอก“. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.bedo.or.th. [22 ก.พ. 2014]. ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. “จอก“. อ้างอิงใน: หนังสือพรรณไม้น้ำบึงบอระเพ็ด. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: www.qsbg.org . [22 ก.พ. 2014]. ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. “Pistia stratiotes L.“. อ้างอิงใน: หนังสือสมุนไพรพื้นบ้าน เล่ม 1 (684). เรียบเรียงข้อมูลโดย ฟรินน์ดอทคอม
ขอบคุณสำหรับความรู้ดีๆ จาก http://frynn.com/
ขอบคุณสำหรับความรู้ดีๆ จาก http://frynn.com/
วันพุธที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
กินอะไรก็กินได้แบบง่ายๆ (แต่ต้องระวังไว้บ้าง)
กินอะไรก็กินได้แบบง่ายๆ ไม่ต้องยุ่งยาก
ทำเอง เน้นราคาไม่แพงเกินจริง
แต่จะต้อง มีรสชาดแบบไทยๆ
คือเผ็ดนำ ให้รู้สึกถึงความตื่นตัว
บะหมี่สำเร็จรูปผัด ใส่ไข่
เท่านี้ก็อยู่ได้แล้วชีวิต
.............................................
.............................................
คนชอบสะดวกระวัง ผลวิจัยชี้กินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง เสี่ยงโรคอ้วนลงพุง เบาหวาน และหลอดเลือดสมองตีบ
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกลายเป็นอาหารยอดนิยมของคนรักความสะดวก เพราะทำง่าย
กินง่าย อีกทั้งราคาไม่สูงมาก แต่คนที่กินมันบ่อย ๆ
คงต้องเร่งปรับพฤติกรรมตัวเองด่วนเสียแล้ว เมื่อมีงานวิจัยจากสหรัฐฯ
โดยโรงพยาบาลโรคหัวใจและหลอดเลือดเบย์ลาร์ ในเทกซัส
เผยสิ่งที่ค้นพบออกมาว่า ผู้นิยมบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอยู่เป็นนิจ
สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง มีความเสี่ยงเป็นโรคอ้วนลงพุง (cardiometabolic
syndrome) สูงกว่าใคร ๆ
อันเป็นเหตุให้โรคเบาหวานและหลอดเลือดสมองตีบตันตามมา
โดยผู้หญิงมีแนวโน้มได้รับความเสี่ยงดังกล่าวสูงกว่าผู้ชาย
เดลี่เมล
เผยในรายงานเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2557 ว่า ดอกเตอร์ฮุน จุน ชิน
ผู้นำการวิจัย ได้วิเคราะห์ผลการศึกษาซึ่งหลัก ๆ ได้มาจากชาวเกาหลีใต้
ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นชาติที่บริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมากที่สุดในโลก
หลังพบว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมาชาวเกาหลีจำนวนมากเผชิญกับปัญหาสุขภาพมาก
ขึ้น โดยเฉพาะโรคหัวใจและน้ำหนักตัวเกิน
จึงทำการวิจัยหาความเชื่อมโยงระหว่างสุขภาพและพฤติกรรมการกิน
และได้พบว่าในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเหล่านี้เต็มไปด้วย เกลือ
ตัวการสำคัญที่นำไปสู่โรคหลอดเลือดและหัวใจ
เมื่อบริโภคเป็นประจำจึงทำให้ต้องเผชิญปัญหาสุขภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โดยยังพบว่าผู้หญิงเป็นเพศที่มีความเสี่ยงต่อโรคเหล่านี้มากกว่าเพศชาย
ซึ่งคาดว่าน่าจะเกิดจากความแตกต่างด้านชีวภาพของทั้งสองฝ่าย เช่น
ฮอร์โมนเพศ กระบวนการเมตาบอลิซึม เป็นต้น
หรืออาจเป็นเพราะในการวิจัยครั้งนี้เพศหญิงให้ข้อมูลได้ละเอียดแม่นยำกว่า
เพศชายก็เป็นได้ แต่อย่างไรก็ดี
พบว่ามีหนึ่งสารประกอบที่สนับสนุนข้อสังเกตเรื่องนี้คือ ไบสฟีนอล เอ
(bisphenol A, BPA) ซึ่งใช้ทำถ้วยโฟมใส่บะหมี่ (Styrofoam)
มีส่วนแทรกแซงการทำงานส่งสัญญาณจากฮอร์โมนไปยังร่างกาย โดยเฉพาะเอสโตรเจน
ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิง
นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งงานวิจัยจากโรงพยาบาลแมสซาชูเซตส์ เจเนอรัล
ที่ศึกษาพบว่า
ร่างกายใช้เวลาในการย่อยเส้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมากกว่าเส้นบะหมี่สด
เนื่องจากเส้นบะหมี่มีสารเทอร์ริทารี-บิวทิล ไฮโดรควิโนน (Tertiary-butyl
hydroquinone, TBHQ) สารที่ได้จากกระบวนการผลิตบิวเทน
ซึ่งใช้ในอุตสหกรรมน้ำมัน นั่นเอง
แม้ว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจะเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดในช่วงเวลาเร่งรีบหรือ
ช่วงปลายเดือน
แต่ดูจากผลการวิจัยแล้วท่าทางมันคงไม่ใช่มิตรแท้ของเราในระยะยาวเป็นแน่
ใครชอบกินบะหมี่ประเภทเติมน้ำร้อนรอไม่กี่นาทีทานได้
คงต้องปรับลดความถี่บ้างแล้วล่ะ
ประหยัดเงินค่าอาหารเพื่อไปจ่ายค่ารักษาเพราะโรคภัย ไม่คุ้มกันเลยจริง ๆ
Cr: http://health.kapook.com/view95937.html







